Thailand Industry Expo 2018

กระทรวงอุตฯ ชูงาน “Thailand Industry Expo 2018”

เล็งติดปีก SMEs สู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

กรุงเทพฯ 25 กรกฎาคม 61 – กระทรวงอุตสาหกรรม คิกออฟงาน “Thailand Industry Expo 2018” เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตด้วยสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมไทย ภายใต้แนวคิด“เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย” พร้อมโชว์ศักยภาพทุกคลัสเตอร์อุตสาหกรรม

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความพร้อมการจัดงาน Thailand Industry Expo 2018 ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ผนึกกำลังพร้อมระดมสุดยอดผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิ ผู้ประกอบการรายใหญ่ กลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ทั่วประเทศกว่า 1,500 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรม พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม สินค้าและบริการที่ทันสมัย รวมทั้งเปิดเวทีเพื่อแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่หลากหลาย ครบวงจร นำเสนอแนวคิดหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “Thailand Industry 4.0: Change to Shift เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และนโยบายของกระทรวงฯ ในด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ก็คือ การเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยที่ได้กำหนดแผนพัฒนาและขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม ที่มีศักยภาพ (5 First S-Curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง/เชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ  และการแปรรูปอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (5 New S-Curve) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น ได้แก่ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัลและการแพทย์ครบวงจร

“ผมเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 4.5 ต่อปี มีการลงทุนเติบโตไม่ร้อยกว่าร้อยละ 10 และมีมูลค่าการส่งออกเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ซึ่งจะเป็นอัตราการขยายตัว ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ภายใน 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายอุตตม กล่าว

การจัดงาน Thailand Industry Expo 2018 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย : Thailand Industry 4.0: Change to Shift” เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภาคเอกชน ร่วมโชว์ศักยภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยกำหนดจัดงานวันที่ 2-5 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค   เมืองทองธานี ทั้งนี้ คาดว่าตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งสิ้นกว่า 200,000 คน และคาดว่าจะมียอดการใช้จ่ายจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการรวมกว่า 500 ล้านบาท

สำหรับกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกโซนต่าง ๆ ได้แก่

  1. โซน Royal Pavilion เพื่อแสดงความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
  1. โซนนิทรรศการกระทรวงอุตสาหกรรม (Dialogue of Industry Shift 4.0) นําเสนอทิศทางของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก ประเด็นสําคัญ และปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และนโยบายการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเชื่อมโยงสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย
  1. โซน Global & SME Innovation Showcase เป็นพื้นที่หลักในการนําเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มี นวัตกรรมระดับโลก และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งการจัดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
  • กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเกษตรแปรรูป และกลุ่มฐานชีวภาพ
  • กลุ่มยานยนต์ กลุ่มหุ่นยนต์ กลุ่มดิจิทัล และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 4.0
  • กลุ่มอุตสาหกรรมทางการแพทย์ กลุ่มบริการทางการเงิน กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มบริการ และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
  1. โซน Business Matching เป็นการดําเนินกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการญี่ปุ่นจากเมืองต่างๆ ที่มีการบันทึกลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกันเองและและผู้ประกอบการต่างประเทศ ภายใต้โครงการ Digital Value Chain
  1. โซน University & Maker Club เพื่อแสดงบทบาทของมหาวิทยาลัยยุคใหม่กับการ Transform ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แสดงผลงานการวิจัยและพัฒนาเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ การพัฒนากําลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งพื้นที่ Maker Club ที่นําเสนอนวัตกรรมที่เป็นผลงานของเมกเกอร์จากทั่วประเทศ ที่มีศักยภาพทางการตลาด และแสดงความก้าวหน้าของเมกเกอร์ไทยในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้การพัฒนาประเทศสู่ “Thailand 4.0” พร้อมกิจกรรม Workshop
  1. โซน Premium Outlet ซึ่งเป็นการคัดสรรสินค้าและบริการ คุณภาพมาตรฐานสากลจากผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ มากกว่า 300 ร้านค้า มาจัดแสดงเพื่อเปิดโอกาสและขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีสถาบันการเงินมานําเสนอแพ็กเกจส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึง       แหล่งเงินทุน ลดข้อจํากัด หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้สะดวกต่อการพัฒนาธุรกิจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมสัมมนา ในหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน กว่า 40 หัวข้อ รวมทั้งการแสดงความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตร กลุ่มการผลิต และการบริการ จากบริษัทชั้นนำทั่วประเทศ และกิจกรรมพิเศษเพื่อเชื่อมโยงและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ

“ปลัดท่องเที่ยวฯ .. สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน .. อำนวยความสะดวก Vat Refund อย่างเต็มที่

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวขณะนี้ว่า จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและของกลุ่มประเทศสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อเมริกา รวมถึงสหภาพยุโรป ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มการขยายตัวสูงขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากสถิติการเดินทางเข้า-ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ในเดือนมิถุนายน 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย จำนวน 1,441,963 ราย เฉลี่ยต่อวัน จำนวน 48,065 ราย ชาวไทย 291,061 ราย จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางออก จำนวน 1,325,706 ราย เฉลี่ยต่อวัน 44,190 ราย ชาวไทย 284,110 ราย รวมทั้งสิ้นเดินทางเข้าและออกประเทศ จำนวน 3,342,840 ราย

และในวันนี้ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมายังสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเพื่อรับฟังบรรยายสรุปในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ Vat Refund จากกรมศุลกากรและกรมสรรพากร พร้อมสอบถามปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
หลังจากนั้นได้ออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ Vat Refund สนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นสถานที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอคืน VAT มากที่สุดในช่วงวันที่ 1 ต.ค.2560 – 30 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมาคือ 690,626 คน ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 3 ช่องทางคือ

1) ขอคืนกับเจ้าหน้าที่สรรพากร ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยานบริเวณพื้นที่ผู้โดยสารขาออกส่วนในหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง

2) ส่งในตู้รับคำร้องที่ตั้งอยู่ ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยาน และ 3)
ส่งจดหมายลงทะเบียนกลับมาที่กรมสรรพากร
การขอคืน VAT ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระยะที่ผ่านมาพบว่าปีงบประมาณ 2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืน VAT กับกรมสรรพากร 1.5 ล้านคน โดยซื้อสินค้าไทยคิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 27,772.3 ล้านบาท ปี 2560 นักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืน VAT กับกรมสรรพากร 1.8 ล้านคน
โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้มาซื้อสินค้าไทย คิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 34,356.9 ล้านบาท และล่าสุด ช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (ต.ค. 2560 – 2561) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอคืน VAT กับกรมสรรพากรเกือบ 1.6 ล้านคน ซื้อสินค้าไทยคิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 31,705.3 ล้านบาท
ปลัดท่องเที่ยวฯ เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ
จะช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center หรือ TAC)
ให้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านภาษา สร้างความเข้าใจ รวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว ณ จุดบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณจุดบริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourist) เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานที่ดีร่วมกันทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ ให้คำแนะนำต่างๆ
ตลอดถึงระเบียบกฎหมาย หรือภาษาเกี่ยวกับการคืน VATแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

“ในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่ค่อยสู้ดีที่ภูเก็ต นักแต่รัฐบาลและทุกภาคส่วนได้แก้ไขปัญหาจนเป็นที่น่าพอใจ ของทุกฝ่าย อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมามีการแชร์คลิปเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อแถวยาวเพื่อการขอคืน VAT Refund ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงฯไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ประสานทุกหน่วยงานให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยทั้ง ตม. และ ศุลกากร คือด่านแรกในการต้อนรับ และ ด่านสุดท้ายในการส่งนักท่องเที่ยวกลับบ้าน

อีกทั้ง VAT Refund คือกลไกสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินมากขึ้นและเงินนั้นจะกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นวันนี้ตนจึงได้มาให้กำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ตลอดจนวันนี้ตนตั้งใจมาเพื่อรับฟังสภาพปัญหาเพื่อนำไปสู่การบูรณาการในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศต่อไป”

ในช่วงท้าย ปลัดฯ พงษ์ภาณุ ได้เน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกหน่วยงานรวมถึงผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก
จากเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ตจนส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมายที่ประมาณค่ามิได้ จะเป็นบทเรียนราคาแพงที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและทุกภาคส่วนต้องจดจำและต้องร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวด แม้จะเป็นเรื่องของภัยหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแต่ถ้าทุกฝ่ายไม่ตั้งอยู่บนความประมาทก็จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา และพูดได้อย่างเต็มปากว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว
ดังนั้น หากพี่น้องประชาชนหรือนักท่องเที่ยว ต้องการความช่วยเหลือสามารถโทรสายด่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว Call Center 1155 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC.)02 – 134 – 4077 โดยเรามีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาทั้ง ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลี
และรัสเซีย เตรียมพร้อมรับสายและให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

การพระราชทานรางวัลในการประกวดแข่งขันเล่าเรื่องราว (Storytelling) แนะนำการท่องเที่ยว

การพระราชทานรางวัลในการประกวดแข่งขันเล่าเรื่องราว (Storytelling)

แนะนำการท่องเที่ยว ผ่านระบบดิจิทัลเพื่อการอ้างอิงข้อมูลด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศ

(www.thailandtourismdirectory.go.th)

ภายใต้แนวคิด “บอกเล่าความเป็นไทย มุมมองใหม่ประเทศไทย”

หนึ่งในกิจกรรมการประกวดแข่งขันจัดทำข้อมูลดิจิทัลเพื่อการบริการด้านท่องเที่ยวระดับประเทศปี 2561

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2561 เวลา 09.๓0 น.

ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

4 ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

วันที่ 17 กรกฎาคม 2561  นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีเว็บไซต์ WWW.THAILANDTOURISMDIRECTORY.GO.TH และ Mobile Application – Thailand Tourism Directory  เพื่อใช้เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นทางการของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ข้อมูลดิจิทัลที่เผยแพร่ผ่านช่องทางดังกล่าว เป็นข้อมูลดิจิทัลที่มีคุณภาพ ครบถ้วน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน อ้างอิงแหล่งที่มาได้จากฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ รวมถึงมีกลไกความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ  โดยเฉพาะเจ้าของข้อมูลตัวจริงเสียงจริงในพื้นที่ชุมชน/ท้องถิ่น ทั่วทั้ง 77 จังหวัด ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนกว่า 24,000 รายการ และมีจำนวนผู้เข้าชมข้อมูลมากกว่า 850,000 Pageviews/Unique Session

โดยเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ได้แถลงข่าวจัดกิจกรรม “การประกวดแข่งขันจัดทําข้อมูลดิจิทัลเพื่อการบริการด้านการท่องเที่ยวระดับประเทศ ปี 2561” ภายใต้แนวคิด “บอกเล่าความเป็นไทย มุมมองใหม่ประเทศไทย”  ในระหว่างวันที่ 2 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2561  โดยมี 3 กิจกรรมสำคัญ ดังนี้คือ

  1. กิจกรรมแข่งขันเล่าเรื่องราว (แข่งขันสร้าง Storytelling) แข่งขันถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือการท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย ที่ไปสัมผัสมาแล้วอยากบอกต่อ ในรูปแบบของ Storytelling  สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป
  2. กิจกรรมแข่งขันจัดทำข้อมูลที่มีคุณภาพ (แข่งขันสร้าง Landmark) แข่งขันปักหมุดบันทึกข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านการท่องเที่ยวในระดับประเทศ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจและเจ้าของข้อมูลในพื้นที่
  3. กิจกรรมแข่งขันสร้างเครือข่ายผู้จัดทำข้อมูลดิจิทัลในชุมชน/ท้องถิ่นเพื่อเพิ่ม KPI จังหวัด

(แข่งขันสร้าง Network) สำหรับข้าราชการและพนักงานของรัฐ

สำหรับกิจกรรมการประกวดแข่งขันเล่าเรื่องราว (Storytelling)  จากสถิติในช่วงระยะเวลา 13 วันที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 2 กรกฎาคม – 15 กรกฎาคม 2561  พบว่า  มีผู้สนใจสมัครผ่านระบบออนไลน์เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 307 คน  และได้ส่งเรื่องราวเข้ามาแล้ว จำนวน 155 เรื่องราว  ซึ่งถือว่า  ได้รับการตอบรับจากผู้สนใจเป็นอย่างดียิ่ง

ในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานถ้วยรางวัล สำหรับการแข่งขันในกิจกรรมแข่งขันเล่าเรื่องราว (Storytelling)  แนะนำการท่องเที่ยวรูปแบบต่าง ๆ ในประเทศไทย  ที่ไปสัมผัสมาแล้วอยากบอกต่อ ในครั้งนี้  โดย

  • ผู้ชนะเลิศ จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

สยามบรมราชกุมารี และ MacBook Pro

  • รองชนะเลิศ อันดับ 1 จะได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกล้อง Nikon D7500
  • รองชนะเลิศ อันดับ 2  จะได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา                 และกล้อง Fujifilm XA5
  • รางวัลอื่น ๆ จะได้รับเกียรติบัตร และทุนท่องเที่ยว

ผมขอเรียนว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้  ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศ ที่มีการแข่งขันการทำข้อมูลดิจิทัลในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้ทุก ๆ คน จากวันนี้ไปเราเหลือเวลาการแข่งขันอีกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ผมจึงขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่าน  สมัครเข้าร่วมการประกวดแข่งขันในครั้งนี้ โดยท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับการแข่งขันทั้งหมดได้ที่ award.thailandtourismdirectory.go.th  ซึ่งในเว็บไซต์จะมีรายละเอียดของการสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน กติกา และเงื่อนไข รางวัล รวมถึงยังมี Online Learning สำหรับแนะนำการเข้าใช้งานระบบที่เกี่ยวข้องกับการประกวดแข่งขันในแต่ละกิจกรรม ทั้งนี้หากท่านต้องการข้อมูลอื่นใดเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการ Digital Tourism กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หมายเลขติดต่อ 095 252 4861, 095 239 9934, Line id : motsdt, Facebook : tdtc – Thailand Digital Tourism Center

———————————————————-

WWW.THAILANDTOURISMDIRECTORY.GO.TH : มาตรฐานใหม่ข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศไทย”

———————————————————-

ศูนย์ปฏิบัติการ Digital Tourism ส่วนกลาง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร

สอบถามเกี่ยวกับ Digital Tourism Project  โทร. 084 648 4242

สอบถามเกี่ยวกับ Thailand Tourism Directory  โทร. 098 214 4842

ปลัดท่องเที่ยวฯ..ยกเหตุการณ์ “หมูป่าอะคาเดมี่โมเดล” พร้อมพัฒนาบุคลากรด้านกีฬาทำหน้าที่เพิ่มเติมด้านท่องเที่ยว

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าระยะเวลา 17 วัน ที่ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่และผู้ฝึกสอนรวม 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ทำให้เราได้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจจากคนในชาติ และจากหลายๆ ประเทศ ที่ยื่นมือให้ความช่วยเหลือน้องๆ ทั้ง 13 คนจนออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องตระหนักในการนำมาปรับเพิ่มภารกิจของกระทรวงฯ ในแง่ที่ต้องมีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานแหล่งท่องเที่ยวทางถ้ำ ภูเขา น้ำตก หน้าผาตลอดถึงการเที่ยวทางน้ำ ทางทะเล ให้ครบถ้วน เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องความปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยว และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนด้านการกีฬาซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจของกระทรวงฯ ก็สามารถนำบทเรียนของเหตุการณ์ครั้งนี้ไปเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ที่จำเป็น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี  ปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีบุคลากรทางด้านกีฬาที่ประจำอยู่ในทุกอำเภอ จำนวน 878 อำเภอ และประจำในเขตจังหวัด ครบทั้ง 76 จังหวัด เรียกว่า “เจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอ” โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 954 คน

จึงนับเป็นเครือข่ายสำคัญที่จะสามารถสร้างให้มีจิตอาสาพัฒนากีฬาและนันทนาการ (อสก.) ที่ร่วมส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬาและออกกำลังกายของประชาชนประจำทุกหมู่บ้าน ตามแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560 – 2564) และที่ผ่านมา ได้เริ่มดำเนินการฝึกอบรมจิตอาสาฯ เหล่านี้ นับแต่ปีงบประมาณ    พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา มากกว่า 4,000 หมู่บ้าน สิ่งที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีกจากที่รับผิดชอบอยู่ คือ

1) การสร้างความรัก ความสามัคคี ให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยใช้กิจกรรม                 กีฬาและนันทนาการ

2) การดูแลและสนับสนุนให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันภัย                 ที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

3) การให้ความรู้ทางด้านพลศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะให้สามารถช่วยเหลือตนเองเมื่อมีภัยใกล้ตัว

ปลัดฯพงษ์ภาณุ กล่าวทิ้งท้ายว่าหากเรารู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ครั้งนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่เราจะสามารถนำเอาบทเรียนที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลกมาผลักดันงานด้านการท่องเที่ยวและด้านการกีฬาทั้งการวางแผนการพัฒนางาน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นแต่ละพื้นที่อาจมีสภาพแวดล้อมที่ต้องดำเนินการแตกต่างกันไป อันนี้จะเป็นเรื่องที่หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องหาแนวทาง กำหนดบทบาทให้บุคลากรทุกระดับแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอ อาสาสมัครกีฬาและนันทนาการ (อสก.) สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้งานเกิดประสิทธิผลมากที่สุด

ปลัดท่องเที่ยวฯ..เรียกประชุมกองทุนฯด่วน..!!! เร่งเยียวยา..นักท่องเที่ยวเรือล่มภูเก็ตเต็มที่

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่า คณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้มีการประชุมเป็นกรณีพิเศษเร่งด่วน เพื่อพิจารณาเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกรณีประสบอุบัติเหตุเรือล่ม  ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ซึ่งถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงฯและคณะกรรมการชุดนี้ ที่จะต้องพิจารณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาให้เป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนด

ปลัดพงษ์ภาณุ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่าได้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่เกิดความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ทั้งในภาวะปกติหรือภาวะวิกฤต โดยมิได้เกิดจากความประมาท เจตนา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของนักท่องเที่ยว      ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่งผลต่อการสร้างรายได้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ  โดยคณะกรรมการกองทุนฯ จะมีหน้าที่พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตาม “ระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจ่ายเงินกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พ.ศ. 2558”

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เกิดฝนตกหนักและคลื่นลมแรงที่จังหวัดภูเก็ต เป็นเหตุให้เรือนักท่องเที่ยวล่มจำนวน 3 ลำ บริเวณเกาะเฮ เกาะราชา และเกาะไม้ท่อน ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้แก่ เรือฟีนิกซ์ เรือเซเรนาต้า และเรือเจทสกี แม้จะมีประกาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันตกฉบับที่ 3 (17/2561) เรื่องฝนตกหนักและคลื่นลมแรงแจ้งให้ประชาชนทราบว่ามีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้ฝั่งตะวันตก แต่เรือที่เกิดเหตุนั้นได้ออกมาจากเกาะเฮและเกาะราชาแล้ว และมาประสบเหตุภัยพิบัติในขณะเดินทางกลับมาที่ท่าเรือฉลอง ซึ่งคณะกรรมการกองทุนฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบกับประกาศดังกล่าว พิจารณาได้ว่าความสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติ มิได้เกิดจากความประมาท เจตนา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของนักท่องเที่ยว ตามข้อ 8 (2) แห่งระเบียบฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ฯ

จึงสามารถพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตามข้อ 8 (2) แห่งระเบียบฯ            ว่าด้วยหลักเกณฑ์ฯ ดังนี้

  1. กรณีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยารายละ 1,000,000 บาท ตามข้อ 9 (1) แห่งระเบียบฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ฯ
  1. กรณีนักท่องเที่ยวเข้ารับการรักษาพยาบาลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาไม่เกิน รายละ 500,000 บาท ตามที่จ่ายจริง ตามข้อ 9 (2) แห่งระเบียบฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ฯ
  2. กรณีฟื้นฟูสภาพจิตใจ จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยารายละ 20,000 บาท ตามข้อ 9 (4) แห่งระเบียบฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 8 (1), (2) และ (4)
  3. กรณีหยุดชะงักของการเดินทาง รายละไม่เกิน 20,000 บาท

ปลัดฯท่องเที่ยวกล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุและเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น จึงอยากขอย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีการระวังป้องกันและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ประการสำคัญต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาท สำหรับครั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็มีหน้าที่ต้องดูแลช่วยเหลือเยียวยา  แก่ผู้ที่สูญเสียอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ

“อาจจะมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยแต่เราก็ต้องให้การช่วยเหลือเยียวยาเขา เพราะถือว่าเค้าคือนักท่องเที่ยวและไม่ได้ทำผิดอะไร  เค้าเป็นเพียง “เหยื่อ” ของความมักง่ายจากผู้ประกอบการที่มีความเห็นแก่ได้เพียงไม่กี่ราย ดังนั้น     เพื่อมนุษยธรรมเราต้องช่วยเหลือดูแลเขาให้ดีที่สุดในนามของคนไทยและประเทศไทย” ปลัดฯพงษ์ภาณุ กล่าว