Category Archives: Events & conferences
สรุปการประชุมนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561
วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีสาระสำคัญของการประชุมฯ ดังนี้
ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศ ในระยะครึ่งปีที่ผ่านมาโดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว 19.481 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 12.46 เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนที่มีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.57 นักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย และอินเดีย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 1,015,893 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.88 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนในเดือนกรกฎาคม จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวเพียงร้อยละ 4 เนื่องจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนและยุโรป อย่างไรก็ตามคาดการณ์ตลอดทั้งปี 2561 การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท และจากไทยเที่ยวไทย 1 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย และมาเลเซีย
ที่ประชุมรับทราบผลการประชุมการท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 37 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในระหว่างวันที่ 21 – 27 มกราคม 2561 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยประเทศไทยได้ผลักดันประเด็นการพัฒนาที่สำคัญได้แก่ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล การลงทุนด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวทางเรือ
การท่องเที่ยวเชิงอาหาร รวมทั้งได้มีการรับรองปฏิญญาร่วม 2 ฉบับ โดยไม่มีการลงนาม ได้แก่ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการท่องเที่ยวทางเรือ และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร นอกจากนี้
ที่ประชุมได้รับทราบผลการประชุมคณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 41 ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานประสานความร่วมมือการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และผลการประชุมการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ปี พ.ศ. 2561 รวมทั้งผลการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับเลขาธิการองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations World Tourism Organization : UNWTO) ในคราวเดินทางมาเยี่ยมคารวะเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน The 4th UNWTO World Forum on Gastronomy Tourism
สำหรับการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ กระทรวงคมนาคม ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน (Quick Win) กำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในระยะยาว รวมทั้งการสำรวจพื้นที่ Thailand Riviera เพื่อประเมินศักยภาพ ความพร้อมและความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อกระทรวงคมนาคมจัดทำแผนงาน/โครงการ รองรับ กระทรวงวัฒนธรรมได้มีการหารือเพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงศาสนาพุทธ การพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา ในรูปแบบ Digital Content ผ่าน Platform Thailand Tourism Directory ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 เพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาและส่งเสริม “วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก การกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) ของแหล่งท่องเที่ยวและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว
ความคืบหน้าการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 วงเงิน 891.29 ล้านบาท จำแนกเป็น กรมการท่องเที่ยว 106.29 ล้านบาท ดำเนินโครงการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ การจัดการท่องเที่ยวชุมชน การทำโฮม
สเตย์ การอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย จัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว พัฒนาระบบสารสนเทศ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 785.00 ล้านบาท ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและชุมชนตามโครงการท่องเที่ยวชุมชน อะเมซิ่งไทยแลนด์ โกโลคอล (Amazing Thailand Go Local) โครงการบริหารจัดการข้อมูลอัจฉริยะเพื่อการท่องเที่ยว (Tourism Smart DATA Management) และโครงการส่งเสริมการตลาดเพื่อการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งห่วงโซ่คุณค่าด้าน การท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรอง (Marketing – Led Tourism Development) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ
การส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวชุมชนและการกระจายรายได้สู่เมืองรอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการ Amazing Thailand Go Local และมีการปรับสัดส่วนผู้เยี่ยมเยือนเมืองหลัก
ต่อเมืองรอง จากเดิม ๗๐:๓๐ เป็น ๖๕:๓๕ ผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
ที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ สร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่และจัดกิจกรรมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และการพัฒนาคนสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนผ่านโครงการอาสาสมัครเพื่อการท่องเที่ยวในรูปแบบพัฒนาผู้สอน แผนการดำเนินงาน ปี ๒๕๖๒ เน้นการใช้วิถีการกินนำไปสู่การสัมผัส Local Experience สร้างมูลค่าเพิ่มด้วย content สร้างกระแสใส่ใจสิ่งแวดล้อม และ ชูอัตลักษณ์เมืองรองมาเป็นส่วนผสมหลักในการสร้างสรรค์สินค้า สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเพื่อตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้ในส่วนของการขับเคลื่อนงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในวันนี้ที่ประชุม
ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวกลุ่มมุสลิม ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเรือสำราญ และนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รับไปพิจารณาดำเนินโครงการ/กิจกรรม ตามแผนปฏิบัติการของยุทธศาสตร์ดังกล่าว รวมทั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบมาตรฐานที่พักแบบพำนักระยะยาว (Long Stay Standard) ฉบับปรับปรุง และการจัดทำ “แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน” เพื่อเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณาทบทวนและกำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ต่อไป
Thailand Industry Expo 2018

กระทรวงอุตฯ ชูงาน “Thailand Industry Expo 2018”
เล็งติดปีก SMEs สู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต
กรุงเทพฯ 25 กรกฎาคม 61 – กระทรวงอุตสาหกรรม คิกออฟงาน “Thailand Industry Expo 2018” เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตด้วยสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมไทย ภายใต้แนวคิด“เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย” พร้อมโชว์ศักยภาพทุกคลัสเตอร์อุตสาหกรรม
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความพร้อมการจัดงาน Thailand Industry Expo 2018 ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ผนึกกำลังพร้อมระดมสุดยอดผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ทั้งภาครัฐ และเอกชน อาทิ ผู้ประกอบการรายใหญ่ กลุ่มผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ทั่วประเทศกว่า 1,500 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรม พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม สินค้าและบริการที่ทันสมัย รวมทั้งเปิดเวทีเพื่อแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่หลากหลาย ครบวงจร นำเสนอแนวคิดหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “Thailand Industry 4.0: Change to Shift เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และนโยบายของกระทรวงฯ ในด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ก็คือ การเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยที่ได้กำหนดแผนพัฒนาและขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) โดยครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเดิม ที่มีศักยภาพ (5 First S-Curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง/เชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (5 New S-Curve) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเข้มข้น ได้แก่ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัลและการแพทย์ครบวงจร
“ผมเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้ จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมของไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 4.5 ต่อปี มีการลงทุนเติบโตไม่ร้อยกว่าร้อยละ 10 และมีมูลค่าการส่งออกเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ซึ่งจะเป็นอัตราการขยายตัว ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ภายใน 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายอุตตม กล่าว
การจัดงาน Thailand Industry Expo 2018 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเพื่อปรับ ยกระดับอุตสาหกรรมไทย : Thailand Industry 4.0: Change to Shift” เป็นการผนึกกำลังของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภาคเอกชน ร่วมโชว์ศักยภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย โดยกำหนดจัดงานวันที่ 2-5 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้ คาดว่าตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งสิ้นกว่า 200,000 คน และคาดว่าจะมียอดการใช้จ่ายจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการรวมกว่า 500 ล้านบาท
สำหรับกิจกรรมภายในงาน แบ่งออกโซนต่าง ๆ ได้แก่
- โซน Royal Pavilion เพื่อแสดงความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
- โซนนิทรรศการกระทรวงอุตสาหกรรม (Dialogue of Industry Shift 4.0) นําเสนอทิศทางของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก ประเด็นสําคัญ และปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และนโยบายการ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเชื่อมโยงสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย
- โซน Global & SME Innovation Showcase เป็นพื้นที่หลักในการนําเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มี นวัตกรรมระดับโลก และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งการจัดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
- กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มเกษตรแปรรูป และกลุ่มฐานชีวภาพ
- กลุ่มยานยนต์ กลุ่มหุ่นยนต์ กลุ่มดิจิทัล และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 4.0
- กลุ่มอุตสาหกรรมทางการแพทย์ กลุ่มบริการทางการเงิน กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มบริการ และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
- โซน Business Matching เป็นการดําเนินกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการญี่ปุ่นจากเมืองต่างๆ ที่มีการบันทึกลงนามความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกันเองและและผู้ประกอบการต่างประเทศ ภายใต้โครงการ Digital Value Chain
- โซน University & Maker Club เพื่อแสดงบทบาทของมหาวิทยาลัยยุคใหม่กับการ Transform ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม แสดงผลงานการวิจัยและพัฒนาเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ การพัฒนากําลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งพื้นที่ Maker Club ที่นําเสนอนวัตกรรมที่เป็นผลงานของเมกเกอร์จากทั่วประเทศ ที่มีศักยภาพทางการตลาด และแสดงความก้าวหน้าของเมกเกอร์ไทยในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้การพัฒนาประเทศสู่ “Thailand 4.0” พร้อมกิจกรรม Workshop
- โซน Premium Outlet ซึ่งเป็นการคัดสรรสินค้าและบริการ คุณภาพมาตรฐานสากลจากผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ มากกว่า 300 ร้านค้า มาจัดแสดงเพื่อเปิดโอกาสและขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีสถาบันการเงินมานําเสนอแพ็กเกจส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึง แหล่งเงินทุน ลดข้อจํากัด หลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขบางประการ เพื่อให้สะดวกต่อการพัฒนาธุรกิจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมสัมมนา ในหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากองค์กรภาครัฐและเอกชน กว่า 40 หัวข้อ รวมทั้งการแสดงความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเกษตร กลุ่มการผลิต และการบริการ จากบริษัทชั้นนำทั่วประเทศ และกิจกรรมพิเศษเพื่อเชื่อมโยงและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ
“ปลัดท่องเที่ยวฯ .. สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ” บูรณาการทุกหน่วยงาน .. อำนวยความสะดวก Vat Refund อย่างเต็มที่

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวขณะนี้ว่า จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและของกลุ่มประเทศสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อเมริกา รวมถึงสหภาพยุโรป ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวมีแนวโน้มการขยายตัวสูงขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากสถิติการเดินทางเข้า-ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ในเดือนมิถุนายน 2561 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย จำนวน 1,441,963 ราย เฉลี่ยต่อวัน จำนวน 48,065 ราย ชาวไทย 291,061 ราย จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางออก จำนวน 1,325,706 ราย เฉลี่ยต่อวัน 44,190 ราย ชาวไทย 284,110 ราย รวมทั้งสิ้นเดินทางเข้าและออกประเทศ จำนวน 3,342,840 ราย
และในวันนี้ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมายังสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเพื่อรับฟังบรรยายสรุปในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ Vat Refund จากกรมศุลกากรและกรมสรรพากร พร้อมสอบถามปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
หลังจากนั้นได้ออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ Vat Refund สนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นสถานที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอคืน VAT มากที่สุดในช่วงวันที่ 1 ต.ค.2560 – 30 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมาคือ 690,626 คน ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 3 ช่องทางคือ
1) ขอคืนกับเจ้าหน้าที่สรรพากร ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยานบริเวณพื้นที่ผู้โดยสารขาออกส่วนในหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง
2) ส่งในตู้รับคำร้องที่ตั้งอยู่ ณ สำนักงานคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่าอากาศยาน และ 3)
ส่งจดหมายลงทะเบียนกลับมาที่กรมสรรพากร
การขอคืน VAT ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในระยะที่ผ่านมาพบว่าปีงบประมาณ 2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืน VAT กับกรมสรรพากร 1.5 ล้านคน โดยซื้อสินค้าไทยคิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 27,772.3 ล้านบาท ปี 2560 นักท่องเที่ยวต่างชาติขอคืน VAT กับกรมสรรพากร 1.8 ล้านคน
โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้มาซื้อสินค้าไทย คิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 34,356.9 ล้านบาท และล่าสุด ช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (ต.ค. 2560 – 2561) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาขอคืน VAT กับกรมสรรพากรเกือบ 1.6 ล้านคน ซื้อสินค้าไทยคิดเป็นมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษี 31,705.3 ล้านบาท
ปลัดท่องเที่ยวฯ เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ
จะช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center หรือ TAC)
ให้เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านภาษา สร้างความเข้าใจ รวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว ณ จุดบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณจุดบริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourist) เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานที่ดีร่วมกันทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ ให้คำแนะนำต่างๆ
ตลอดถึงระเบียบกฎหมาย หรือภาษาเกี่ยวกับการคืน VATแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
“ในช่วงที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่ค่อยสู้ดีที่ภูเก็ต นักแต่รัฐบาลและทุกภาคส่วนได้แก้ไขปัญหาจนเป็นที่น่าพอใจ ของทุกฝ่าย อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมามีการแชร์คลิปเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อแถวยาวเพื่อการขอคืน VAT Refund ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงฯไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ประสานทุกหน่วยงานให้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยทั้ง ตม. และ ศุลกากร คือด่านแรกในการต้อนรับ และ ด่านสุดท้ายในการส่งนักท่องเที่ยวกลับบ้าน
อีกทั้ง VAT Refund คือกลไกสากลที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินมากขึ้นและเงินนั้นจะกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นวันนี้ตนจึงได้มาให้กำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ตลอดจนวันนี้ตนตั้งใจมาเพื่อรับฟังสภาพปัญหาเพื่อนำไปสู่การบูรณาการในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศต่อไป”
ในช่วงท้าย ปลัดฯ พงษ์ภาณุ ได้เน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกหน่วยงานรวมถึงผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก
จากเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ตจนส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมายที่ประมาณค่ามิได้ จะเป็นบทเรียนราคาแพงที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและทุกภาคส่วนต้องจดจำและต้องร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวด แม้จะเป็นเรื่องของภัยหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแต่ถ้าทุกฝ่ายไม่ตั้งอยู่บนความประมาทก็จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา และพูดได้อย่างเต็มปากว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว
ดังนั้น หากพี่น้องประชาชนหรือนักท่องเที่ยว ต้องการความช่วยเหลือสามารถโทรสายด่วนของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว Call Center 1155 หรือ ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC.)02 – 134 – 4077 โดยเรามีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษาทั้ง ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลี
และรัสเซีย เตรียมพร้อมรับสายและให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง









